Sunday, 22 November 2015


20 สำนวนภาษาอังกฤษ คำสแลงที่มักเจอในชีวิตประจำวัน



1. “Twenty-four Seven”  สำนวนนี้หมายความว่าอะไร เนื่องจากหนึ่งวันมี 24 ชั่วโมง และหนึ่งอาทิตย์ก็มี 7 วัน สำนวนนี้จึงมีความหมายว่า “ตลอดเวลา ทุกๆนาทีของทุกๆวัน” ค่ะ
2.  “Get the ball rolling” ความหมายของสำนวนนี้ก็คือ “เริ่มทำอะไรสักอย่าง” แค่จำไว้ว่า “Let’s get the ball rolling” ความหมายเท่ากับ “Let’s start now-เราเริ่มกันเถอะ”
3. “Take it easy”  ถ้ามีคนพูดกับคุณว่า “I don’t have any plans this weekend.  I think I’ll take it easy.” ความหมายของสำนวนนี้ก็คือ “ผ่อนคลาย” หรือ “พักผ่อน” ค่ะ สำนวนนี้ก็เข้าใจง่ายเหมือนกันค่ะ “I’m going to take it easy.” ความหมายก็คือ “I’m going to relax.-ฉันจะพักผ่อนสักหน่อย”
4. “Sleep on it” ถ้ามีคนๆหนึ่งพูดว่า “I’ll sleep on it.” ความหมายของเขาก็คือ “ฉันขอใช้เวลาในการตัดสินใจสักหน่อย” เพราะฉะนั้น ถ้ามีคนพูดกับคุณว่า “I’ll get back to you tomorrow.  I have to sleep on it.” ความหมายของเขาก็คือ “ฉันขอเวลาตัดสินใจสักหน่อย แล้วจะบอกคำตอบพรุ่งนี้” เพราะฉะนั้น “Sleep on it คือ ขอเวลาตัดสินใจ แล้วจะบอกคำตอบทีหลัง” ค่ะ
5. “I’m broke.” อันนี้ได้ยินบ่อยมากๆเลยค่ะ สำนวนนี้ไม่ได้หมายความว่ามีร่างกายส่วนหนึ่งส่วนใดเสียหรือใช้การไม่ได้แต่ความหมายจริงๆของสำนวนนี้ก็คือ “ฉันไม่มีเงินเลย” หรือ “ถังแตก” นั่นเองค่ะ “I’m broke.” เท่ากับ “I have no money – ฉันไม่มีเงินเลย” สำนวนนี้ใช้กันมาก และได้ยินกันบ่อยๆค่ะ
6. “Sharp” เมื่อใช้กับเวลา ยกตัวอย่างเช่น “The meeting is at 7 o’clock sharp!” คุณว่าหมายความว่าอะไรคะ ความหมายก็คือ “การประชุมจะเริ่มตอนเจ็ดโมงเป๊ะ” เวลามีคนใช้คำว่า “Sharp” ตามหลังเวลาพูดกับคุณ ความหมายก็คือเขาต้องการย้ำเวลานั้นๆ และบอกคุณว่า “อย่ามาสายนะ”
7. “Like the back of my hand”  ความหมายของสำนวนนี้คืออะไร “the back of my hand หรือ หลังมือของตัวเอง” เป็นสิ่งที่ตัวเองต้องคุ้นเคยเป็นอย่างดี คุณรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับหลังมือคุณ คุณเห็นอยู่ทุกวัน เพราะฉะนั้นถ้าฉันพูดว่า “I know this city like the back of my hand.” ความหมายของฉันก็คือ “ฉันรู้จักเมืองนี้ดีมากๆ ฉันคุ้นเคยกับเมืองนี้” สำนวนนี้ก็ใช้กันบ่อยมากค่ะ เราอาจปรับเปลี่ยนใช้สำนวนนี้ได้ว่า “He knows this city like the back of ‘his’ hand” ก็ได้นะคะ ความหมายก็จะยังเหมือนกัน ก็คือ “รู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งดี หรือ คุ้นเคยเป็นอย่างดี” ค่ะ
8. “Give me a hand.” ถ้ามีคนพูดกับคุณว่า “Do you want to give me a hand?” เขาหมายความว่า “Do you want to help me?” สมมุติว่ามีคนๆหนึ่งถือของมา แล้วเขาพูดว่า “Would you give me a hand?” เขาไม่ได้ขอมือคุณเฉยๆนะคะ เขากำลังขอให้คุณช่วยเขาหน่อยค่ะ “Would you give me a hand?” คือ “Would you help me?-คุณช่วยฉันหน่อยได้ไหม”
9. “In ages” ยกตัวอย่างเช่นใช้ในประโยคว่า “I haven’t seen him in ages” ความหมายของ “in ages” ก็คือ “for a long time-เป็นเวลานานมาก” นั่นเองค่ะ เพราะฉะนั้น “I haven’t seen him in ages” ก็เท่ากับ “I haven’t seen him for a long time-ฉันไม่ได้เจอเขามานานมากแล้ว” จำไว้นะคะ “in ages” แปลว่า “เป็นเวลานานมาก”
 10. “Sick and tired” สำนวนนี้แปลได้ว่า “ไม่ชอบ หรือ เกลียด” ค่ะ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณพูดว่า “I’m sick and tired of doing homework.” ความหมายก็คือ “ฉันไม่อยากทำการบ้านแล้ว ฉันไม่ชอบทำการบ้านเลย”




11. “behind one’s back”  แปลว่า พูดหรือกระทำโดยอีกคนหนึ่งไม่รู้ตัว หรือ พูดลับหลัง ตัวอย่างเช่น Pete loves to gossip Jay behind his back. (พีทชอบที่จะนินทาเจลับหลัง โดยเขาไม่รู้ตัว)
12. “turn one’s back on”  แปลว่า ไม่สนใจ ไม่ช่วยเหลือ ทอดทิ้ง  ตัวอย่างเช่น John never turn his back on his girlfriend when she needs help. (จอห์นไม่เคยไม่เคยทอดทิ้งเฉยเมยต่อแฟนสาวของเขา เมื่อเธอต้องการความช่วยเหลือ)
13. “get back at”  แปลว่า แก้แค้น แก้เผ็ด เอาคืน ตัวอย่างเช่น If it takes me 10 years I will get back at him. (ถึงแม้จะต้องเสียเวลาสัก 10 ปี ผมก็จะต้องแก้แค้นมัน)
14. “hold something back”  แปลว่า ซ่อน ไม่เปิดเผย ไม่เต็มใจเปิดเผย ตัวอย่างเช่น I could tell from his nervousness that he was holding back something. (ฉันสามารถจะบอกจากอาการตื่นเต้นของเขาได้ว่า เขากำลังปิดบังอะไรบางอย่าง)
15. “be my guest” แปลว่า พูดหรือทำตัวตามสบาย ไม่ต้องเกรงใจกัน
16. “be oneself” แปลว่า เป็นปกติธรรมดา “You haven’t been yourself lately. Is anything wrong?” (เธอดูเหมือนมีเรื่องไม่ค่อยสบายใจ มีอะไรรึเปล่า)
17. “be tired of” แปลว่า รำคาญ เบื่อ เช่น I was tired of working for other people, so now I’m self-employed. (ผมเบื่อที่เป็นลูกจ้าง ขณะนี้ได้ออกมาทำกิจการของตนเองแล้ว)
18. “beyond hope” แปลว่า ไม่มีโอกาสที่จะดีขึ้น ตัวอย่างเช่น Everyone has tired to help him with his drink problem, but I think he is beyond hope. (ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเขาได้พยายามทุกวิถีทางที่จะช่วยให้เขาพ้นจากปัญหาดื่มเหล้า แต่ฉันว่าไร้ประโยชน์)
19. “big-headed” แปลว่า หยิ่งยะโส ตัวอย่างเช่น  “Here she comes! she always boasts about her success. I don’t know why she’s so big-headed.” (นี่ไงล่ะ คนที่ชอบคุยโวว่าตัวเองเก่ง ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงชอบอวดตัวเองนัก)


20. “A great deal” แปลว่า จำนวนมาก มากมาย ตัวอย่างเช่น We’ve heard a great deal about you. (พวกเราได้ยินเรื่องเกี่ยวกับคุณมากมาย)
21. “After all”  แปลว่า อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ตัวอย่างเช่น But after all, they are our children. (แต่อย่างไรก็ตามพวกเขาก็เป็นลูกๆ ของเรานะ)
22. “After one’s own heart” แปลว่า ได้ดังใจ สมใจคิด ถูกใจจริงๆ ตัวอย่างเช่น I love you, boy. You are always a child after my own heart. (พ่อรักลูกนะ ลูกเป็นลูกที่สมใจพ่อเสมอ)
23. “All over the place ” แปลว่า ทั่วทุกที่ ทุกหนทุกแห่ง กระจัดกระจาย เกลื่อน ตัวอย่างเช่น Your books are all over the place. (หนังสือของคุณวางอยู่ทั่วไปหมด)
24. “Around the corner” แปลว่า  อยู่ใกล้ๆ อยู่ไม่ไกล ใกล้เข้ามาแล้ว ตัวอย่างเช่น The examination is right around the corner. (การสอบใกล้เข้ามาเต็มทีแล้ว)
25. “As a matter of fact” แปลว่า อันที่จริง ตามที่จริง จริงๆ แล้วตัวอย่างเช่น As a matter of fact, l don’t like them either. (อันที่จริงแล้วฉันก็ไม่ชอบพวกเขาเหมือนกัน)
26. “As far as I am concerned” แปลว่า ตามความเห็นของฉัน ตามความคิดฉัน เท่าที่ทราบ ตัวอย่างเช่น As far as I am concerned, he should get fired. (ตามความเห็นฉันนะ เขาควรจะถูกไล่ออก)
27. “Watch your mouth” แปลว่า ระวังปาก ระวังคำพูด มีความหมายเดียวกับ Watch your tongue
28. “Let the cat out of the bag” แปลว่า หมายถึง หลุดปากเผยความลับออกมา ตัวอย่างเช่น  “I let the cat out of the bag about their wedding plans.”
29. “To feel under the weather”  หมายถึง ไม่สบาย ป่วย ตัวอย่างประโยค “I’m really feeling under the weather today; I have a terrible cold.”
30. “Jack of all trades” หมายถึง คนที่รู้ทุกอย่าง รู้ทุกเรื่อง แต่ไม่เก่งจริงสักอย่าง ตัวอย่างประโยค “A jack of all trades,master of none.” แปลว่า รู้ไปหมด แต่ไม่เก่งสักอย่าง

เรียบเรียงโดย teen.mthai.com
ขอบคุณข้อมูล http://www.trueplookpanya.com/true/knowledge_youtube.php?youtube_id=181,http://www.wegointer.com/2014/11/20-idioms/
ที่มา : http://teen.mthai.com/education/83291.html


10 สุดยอดเคล็ดลับในการพัฒนาการพูด

ภาษาอังกฤษ



มีวิธีการเรียนภาษาอังกฤษให้ตื่นเต้นและสนุกอยู่มากมายหลายวิธี!
ลุค: สวัสดี จอห์น คุณช่วยแนะนำวิธีฝึกภาษาอังกฤษดีๆให้ผมหน่อยได้มั้ยครับ? ช่วยผมหน่อยเถอะ?
จอห์น: ได้สิ ลุค! ผมมีลิสท์สิ่งที่คุณควรทำเพื่อพัฒนาทักษะการพูดมาฝาก! มาเริ่มกันเลย!
1. พูด พูด พูด แล้วก็พูด
จงมั่นใจในตัวเองแล้วก็หาโอกาสพูดให้บ่อยที่สุดและกับทุกคนเท่าที่คุณจะทำได้! อย่าอายที่จะพูดผิด! ยิ่งฝึกมากเท่าไหร่ความมั่นใจในการพูดและความรู้ด้านศัพท์และความถูกต้องในการออกเสียงก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
2. ใช้เครื่องมือแปลของ Google
เมื่อคุณพบคำศัพท์ที่คุณไม่แน่ใจในความหมายหรือการออกเสียง ถาม google! ใช้ง่ายมากๆ! ใส่คำที่ต้องการในเครื่องมือแปลของ Google แล้วไปคลิกที่ปุ่มออดิโอเพื่อฟังการออกเสียงที่ถูก
3. ฟัง
ฟังข่าวและเพลงภาาาอังกฤษเพื่อฟังการออกเสียงคำศัพท์ แล้วคุณยังจะได้เรียนศัพท์ใหม่ๆเพิ่มขึ้นด้วย ยิ่งฟังมากยิ่งได้เรียนรู้มาก!
4. อ่านออกเสียง
อ่านหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารให้ตัวเองฟัง การได้ฟังตัวเองอ่านออกเสียงจะช่วยให้คุณทราบข้อบกพร่องของตัวเองดีขึ้น
5. เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ทุกวัน
เลือกศัพท์คำที่คุณสนใจแล้วก็ฝึกใช้ศัพท์นั้นในประโยคต่างๆ จนกว่าคุณจะเข้าใจอย่างถ่องแท้และพยายามใช้ต่อไปเรื่อยๆ
6. ดูหนัง
ดูหนังภาษาอังกฤษแล้วก็พยายามใส่ใจศัพท์ใหม่ๆและการออกเสียง พยายามเลียนแบบการพูดของดาราให้สนุกไปเลย
7. หาเพื่อน
หาเพื่อนที่พูดภาษาอังกฤษหรือคนที่กำลังเรียนภาษาอังกฤษเหมือนกันเพื่อจะได้คุยภาษาอังกฤษและแลกเปลี่ยนโน๊ตกัน พูดคุยกันถึงสิ่งที่คุณได้เรียนและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
8. ทำกิจกรรมภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ
เข้าคอร์สทำอาหารภาษาอังกฤษหรือเข้าร่วมในชมรมคนรักหนังสือ! อะไรก็ได้ที่คุณสนใจ แต่ต้องเป็นสิ่งที่คุณจะได้สื่อสารด้วยภาษาอังกฤษนะ
9. โต้วาที
พูดในทุกหัวข้อที่สนใจกับเพื่อนเ็นภาษาอังกฤษ พยายามใช้ศัพท์ที่เรียนมาให้เยอะที่สุด
10. ใช้พจนานุกรม
มีศัพท์นับล้านคำในพจนานุกรมให้คุณได้เรียนรู้! ดูคำศัพท์ต่างๆและคำพ้องของมันด้วย แล้วก็ดูว่าวิธีใช้และเมื่อใหร่ที่ควรจะใช้คำเหล่านั้น

ที่มา : http://www.englishtown.com/th-th/blog/development-english/


สรุปการใช้ If clause




การใช้ If (4 แบบ)
แต่ละตำราก็จะเรียกไม่ค่อยเหมือนกัน เอาง่ายๆ ละกันว่ามี 4 แบบ ไปจำว่า First condition, Second condition หรือ Third condition ก็ไม่ได้ช่วยให้เราเรียนรู้อะไร



แบบที่ 1 If + Present Simple, Present Simple
วิธีใช้ ใช้กับเหตุการณ์ที่เป็นความจริง
เช่น

If you heat water, it boils. (ถ้าคุณต้มน้ำ น้ำก็เดือด)
If you get here before seven, we can catch the early train. (ถ้าคุณมาถึงที่นี่ก่อน 7 โมง เราก็สามารถขึ้นรถไฟไปได้เร็ว)
I can’t drink alcohol if I have to drive. (ฉันไม่สามารถดื่มแอลกอฮอล์ถ้าฉันต้องขับรถ)


แบบที่ 2 If + Present Simple, Will + V1 
วิธีใช้ ใช้กับเหตุการณ์ที่เป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน
เช่น

If I have enough money, I will go to Japan. (ถ้าฉันมีเงิน ฉันจะไปญี่ปุ่น)
If he is late, we will have to start the meeting without him. (ถ้าเขามาสาย เราจะต้องเริ่มการประชุมโดยไม่มีเขา)
I won’t go outside if the weather is cold. (ฉันจะไม่ออกไปข้างนอกถ้าอากาศมันเย็น)
If I have time, I will help you. (ถ้าฉันมีเวลา ฉันจะช่วยคุณ)
If you eat too much, you will get fat (ถ้าคุณกินมากเกินไป คุณก็จะอ้วน)


แบบที่ 3 If + Past Simple, would + V1 (would แปลว่า น่าจะ) (Past Simple  V2)
วิธีใช้ ใช้กับเหตุการณ์ที่ตรงข้ามความจริงในปัจจุบัน หรือ อนาคต
เช่น

If I knew her name, I would tell you. (ถ้าฉันรู้ชื่อเธอ ฉันก็น่าจะบอกคุณ) [จริงๆ แล้วไม่รู้จักชื่อเธอ]
She would be safer if she had a car. (เธอน่าจะปลอดภัยกว่านี้ ถ้าเธอมีรถ) [จริงๆ แล้วเธอไม่มีรถ]
It would be nice if you helped me do the housework. [มันน่าจะดีถ้าคุณได้ช่วยฉันทำงานบ้านบ้าง] [จริงๆ แล้วเธอไม่ช่วยเลย]
If I were you, I would call her. (ถ้าฉันเป็นคุณ ฉันน่าจะโทรหาเธอ) [จริงๆ แล้ว ฉันไม่ได้เป็นคุณ]
If I were you, I would not say that. (ถ้าฉันเป็นคุณ ฉันก็ไม่น่าจะพูดเช่นนั้น) [จริงๆ แล้ว ฉันไม่ได้เป็นคุณ]


แบบที่ 4 If + Past perfect, would have + V3 (Past perfect -> Had + V3)
วิธีใช้ ใช้กับเหตุการณ์ที่ตรงข้ามความจริงในอดีต
เช่น

If you had worked harder, you would have passed your exam.  (ถ้าคุณขยันให้มากกว่านี้ คุณก็น่าจะสอบผ่าน) [จริงๆ แล้วสอบตกไปแล้ว]
If you had asked me, I would have told you. (ถ้าคุณถามฉัน ฉันก็น่าจะบอกคุณไปแล้ว) [จริงๆ แล้วคุณไม่ได้ถาม]
I would have been in big trouble if you had not helped me. (ฉันน่าจะมีปัญหาไปแล้ว ถ้าคุณไม่ได้ช่วยฉันไว้) [จริงๆ แล้วคุณช่วยฉันไว้]
If I had met you before, we would have been together. (ถ้าฉันพบคุณก่อนหน้านี้ เราก็น่าจะได้อยู่ด้วยกันไปแล้ว) [จริงๆ แล้วฉันพบคุณช้าไป]

ที่อยู่ : http://eazyclass.com/2010/07/12/4-rules-of-if-claus/



Countable noun and Uncountable noun





 การแบ่งประเภทของคำนามออกเป็นคำนาม "นับได้" และ คำนามที่ "นับไม่ได้" นั้นเป็นเรื่องที่คนไทยมักไม่คุ้นเคย มีหลายคำที่เราคิดว่าเราสามารถนับมันได้แต่ในภาษาอังกฤษถือว่านับไม่ได้ เช่น ข้าว น้ำตาล ผม สบู่ เป็นต้น

         

 แล้วความแตกต่างระหว่างนามนับได้และนามนับไม่ได้คืออะไร?

 นามนับได้ หรือที่เรียกว่า countable noun
          นามนับได้ทั้งหลายนั้น เมื่อเราสามารถนับมันได้ ก็เท่ากับว่ามันสามารถอยู่ในรูปเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ได้ นามนับได้คือสิ่งของที่มีรูปเป็นตัวๆ เกิดจากหลายๆ ชิ้นมาประกอบกัน สามารถนำมาแยกนับเป็นหน่วยๆ ได้ โดยอยู่ในรูปแบบดังต่อไปนี้

          1) คน อาชีพ หรือความสัมพันธ์ เช่น father, boy, man, professor, student
          2) สัตว์ พืช แมลงสายพันธุ์ต่าง เช่น cat, tree, mosquito, whale
          3) สิ่งของที่มีรูปคงที่แน่นอน ไม่ได้เปลี่ยนรูปไปมา เช่น computer, box, television, chair, building
          4) หน่วยวัดต่างๆ เช่น centimeter, inch, kilogram, dollar, degree
          5) การแบ่งหน่วยทางสังคมต่างๆ เช่น country, city, language, family, group
          6) ความคิดหรือสิ่งของที่จับต้องไม่ได้บางชนิด เช่น idea, plan, investigation

 นามนับไม่ได้ หรือที่เรียกว่า uncountable noun
          นามนับไม่ได้จะอยู่ในรูปเดียว ไม่มีรูปเอกพจน์หรือรูปพหูพจน์ ซึ่งเราจะถือว่านามนับไม่ได้ทั้งหมดเป็นเอกพจน์ โดยส่วนใหญ่แล้วนามนับไม่ได้คือสิ่งของที่ไม่สามารถแบ่งออกมาเป็นชิ้นๆ หรือแยกออกมานับได้ หรือบางครั้งก็เป็นบรรดาแนวคิดที่จับต้องไม่ได้บางชนิด โดยอยู่ในรูปแบบดังต่อไปนี้

          1) สิ่งของที่อยู่รวมๆ กันอันประกอบไปด้วยหน่วยย่อยเล็กจิ๋วมากมาย เช่น rice, sugar, hair, sand, soap
          2) อาหารที่อยู่ในรูปต่างๆ เช่น meat, bread
          3) สสารที่มีรูปร่างไม่คงที่แน่นอน เช่น water, ice, fire, rain, coffee, tea, iron, wood
          4) กลุ่มของสิ่งของที่อาจมีขนาดและรูปร่างที่แตกต่างกัน เช่น clothing, cash, furniture, money
          5)  ภาษาต่างๆ เช่น Thai, English, Japanese, Italian
                * แต่ถ้าเป็นคนที่มีสัญชาตินั้นๆ ถือว่านับได้ เช่น Italian ที่แปลว่าภาษาอิตาเลียน ถือว่านับไม่ได้ แต่ Italian ที่แปลว่าคนอิตาเลียน ถือว่านับได้
          6) พวกคำกริยาที่เป็น gerund (คือตามหลังด้วย -ing) ทั้งหลาย เช่น walking, eating, learning
          7) แนวคิดหรือสิ่งของที่จับต้องไม่ได้บางชนิด (โดยมากมักจะลงท้ายด้วย -ness, -ity, ance) เช่น effectiveness, darkness, integrity
          แล้วทำอย่างไรเราถึงจะสามารถนับพวกนามนับไม่ได้เหล่านี้ได้ ถ้าบางครั้งเราจำเป็นต้องบอกว่ามันมีปริมาณมากน้อยเท่าไร จะบอกอย่างไร? 
          วิธีง่ายๆ คือหาหน่วยใส่ให้นามนับไม่ได้ หน่วยที่เห็นกันบ่อยๆ เช่น piece, bar, bottle, glass และอื่นๆ อีกมากมาย  ยกตัวอย่างเช่น I can have a glass of milk? หรือ There are 10 pieces of meat on the table.





นอกจากต้องจำว่าคำนามคำไหนนับได้/นับไม่ได้แล้ว ในบางครั้งเรายังสามารถเดาจาก article ที่นำหน้ามันได้อีกด้วย เช่น
           a, an เป็น article ที่ใช้นำหน้าคำนามนับได้เท่านั้น และอย่าลืมว่าต้องเป็นนามนับได้ที่เป็นเอกพจน์ด้วย
           each, every, any เป็น article ที่ใช้นำหน้าคำนามนับได้ที่เป็นเอกพจน์เท่านั้น
           these, those, many, several, few, a few ต้องใช้นำหน้าคำนามนับได้พหูพจน์เท่านั้น
           some, any, most, all, a lot of ไม่ค่อยช่วยเราเท่าไรนัก เพราะใช้นำหน้าทั้งนามนับได้พหูพจน์ และนามนับไม่ได้
           เช่นเดียวกับ this, that ที่ใช้นำหน้าได้ทั้งนามนับได้เอกพจน์และนามนับไม่ได้
           ส่วน the ไร้ประโยชน์ที่สุด เพราะใช้นำหน้าได้หมดไม่ว่าจะเป็นนามนับได้ (ทั้งเอกพจน์และพหูพจน์) และนามนับไม่ได้

ที่มา : http://www.vcharkarn.com/lesson/1277


การใช้ article a an the



a กับ an บ่งบอกถึง 1 เช่น an apple (แอปเปิ้ล 1 ลูก) แต่ The ไม่มีความหมาย

หลักโดยทั่วไปของการเลือกใช้ a, an กับ the อยู่ที่ความเฉพาะเจาะจงของสิ่งที่จะกล่าวถึง จริงๆ แล้วปัญหาส่วนใหญ่คือ เมื่อไหร่ที่จะไม่ต้องใช้ article เลย

ใช้ a เมื่อพูดถึงนามทั่วๆ ไป เอกพจน์ และ นามนับได้
ใช้ an เมื่อพูดถึงนามทั่วๆ ไป เอกพจน์ และ นามนับได้ นำหน้านามที่ออกเสียงขึ้นต้นด้วยสระ a e i o u (ระวัง h และ u เช่น An hour, An honor แต่ใช้ A university)
ใช้ The เมื่อพูดถึงนามเฉพาะเจาะจง เมื่อไหร่ที่มี the นำหน้าจะรู้เสมอว่า กล่าวถึงอะไร

e.g.

Can I borrow a pen? ขอยืมปากกา 1 ด้าม (ด้ามไหนก็ได้)
Can you buy me an egg? ช่วยซื้อไข่ 1 ฟองให้หน่อย (ไข่ทั่วไป แบบก็ได้)
Could you pass me the pepper? ช่วยส่ง พริกไทย ขวดนั้นให้หน่อย (พริกไทยที่เห็นๆ กันอยู่บนโต๊ะ)
* ขอเน้นย้ำ เรื่อง the อีกที
สามารถใช้ the ในครั้งที่สองเมื่อได้มีการใช้ a หรือ an ไปแล้วในครั้งแรก (เนื่องจาก นามนั้นได้กล่าวไปแล้ว)
e.g.

I went to a concert last week. The concert is too loud to hear anyone talking.
กรณีต่อไปนี้ จะไม่ใช้ article นำหน้า

นามนับไม่ได้ นามพหูพจน์ที่กล่าวขึ้นมาลอยๆ
e.g.   Employees should focus on their jobs
นามธรรม
e.g.   Honesty is what we should have
ชื่อ ทวีป รัฐ จังหวัด เมืองหลวง ถนน หมู่บ้าน เวลา มื้ออาหาร การเดินทาง
e.g.  in Asia, in Thailand, in Bangkok, at sukhumvit road, on Monday, eat lunch, by bus

ทั้งนี้ทั้งนั้น ข้อยกเว้นก็มีมาก เช่น the United States, the alps, the Himalayas, the Nile, the Mediterranean, the Simpson Desert, the Galapagos Islands

เมื่อพูดถึงการไปสถานที่ๆ หนึ่ง จะไม่ใช้ a หรือ the เช่น

I went to university.
She goes to Church.
I want to go to bed.
They took him to hospital.

สิ่งที่จะทำให้คุณมั่นใจคือ ประสบการณ์ จากการอ่าน (reading) หรือได้ยิน (listening) ก็จะทำให้เกิดการใช้ที่ถูกต้องมากขึ้น

ที่มา : http://eazyclass.com/2010/07/05/using-article-a-an-the/

Monday, 16 November 2015


Conjunction

Conjunction คือ คำสันธาน เป็น คำหรือกลุ่มคำที่ใช้เชื่อมระหว่างคำ วลี และประโยค
คำสันธานมี 3 ชนิด ได้แก่

1. Coordinating Conjunctions เป็นคำสันธานที่เชื่อมคำหรือข้อความที่มีความสำคัญ เท่ากัน หรือเป็นประเภทเดียวกัน คำสันธานประเภทนี้ ได้แก่
and as well as yet
but for
nor or
Coordinate Conjunctions สามารถใช้ในรูปแบบต่อไปนี้
1.1 เชื่อมคำกับคำ เช่น
      colleges and universities   quickly and beautifully
      pretty and intelligent  fish and chips
1.2 เชื่อมวลีกับวลี เช่น
      Going to a dance or to a movie
1.3 เชื่อมประโยคกับประโยค เช่น
      Her parents decided to postpone their trip to Los Angeles, for the weather         was threatening.
2. Subordinating Conjunctions เป็นคำเชื่อมที่มีคำเฉพาะกลุ่มหนึ่ง ใช้เชื่อมประโยค ย่อย (Subordinate Clause) กับประโยคหลัก (Independent Clause) ได้แก่คำต่อไปนี้
 after because even though even if
 although before if in order that
 as since that though
 as if unless until when
 whereas whether while as soon as
 He works as if he were a machine.
 Since the road was slippery, John decided to stop at that motel.
 He won’t pass the exam unless he studies harder.
3. Correlative Conjunctions เป็นคำเชื่อมที่มีคำที่ต้องใช้คู่กันเสมอ ทำหน้าที่ เช่นเดียวกับ Coordinating Conjunctions คือ ใช้เชื่อมคำหรือข้อความที่มีความสำคัญ เท่ากันหรือเป็นประเภทเดียวกัน ได้แก่
both…..and
neither…..nor
not only…..but also 
either…..or
as…..as
so…..as
That novel is both good and cheap.
Sue is not only a good dancer but also an accomplished singer.
Neither you nor I understand this notice.



นอกจากนี้ ยังมีคำเชื่อมประโยคอีกกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า Conjunctive Adverbs ทำหน้าที่เชื่อมในลักษณะเดียวกับ Coordinating Conjunctions Conjunctive Adverbs นี้ จะมีเครื่องหมาย ; นำหน้า ตามด้วยเครื่องหมาย , หรืออาจใช้ขึ้นต้นประโยคแล้วใช้ เครื่องหมาย , ตามก็ได้ เช่น
accordingly          for example         in fact             nevertheless
also                      for instance         instead           or else
besides                however               meanwhile    otherwise
consequently       in addition          moreover         therefore
so                        still                       then                thus

That handbag is just what I am looking for; however, I don’t have enough money.
There are many earthquakes in Japan, so they don’t build tall buildings.
It was cold, yet he still went swimming.
ที่มา :  http://www.studysquare.co.th/studyenglish/conjunction-%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%AD-%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3/


วิดิโอการสอน Conjunction



ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=aX9PrdROCgU